ฟุตบอล - กีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก

 

ฟุตบอล

 

ฟุตบอล เป็นกีฬาอันดับ 1 ที่มีคนเล่นมากที่สุดในโลก แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศอะไร โดยหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดมากจาก ฝรั่งเศส และ อิตาลี ที่อ้างว่าประเทศของตนเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอล ที่ฝรั่งเศส จะมีการละเล่นที่ใช้เท้าเตะลูกบอลให้เข้าประตูฝั่งตรงข้าม ที่มีชื่อว่า “ซูเลอ” (Soule) ส่วนที่อิตาลี มีชื่อว่า จิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) แต่หลักฐานที่จะสามารถยืนยันได้ของการมีอยู่ของกีฬาฟุตบอล กลับเป็น ประเทศอังกฤษ ที่มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 รวมถึงมีฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431

 

ประวัติกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย

 

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลในประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยคนที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้กีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมในประเทศไทยคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี” ที่เป็นผู้เผยแพร่กีฬาฟุตบอลในไทยเป็นคนแรกๆ แม้ว่ากีฬาฟุตบอลจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรในช่วงแรกๆ เพราะเป็นกีฬากลางแจ้งและเมืองไทยอากาศค่อนข้างร้อน แต่ท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ก็ยังพยายามเผยแพร่ให้คนไทยรู้จักฟุตบอลต่อไป จนในที่สุดฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน

 

กติกา ฟุตบอล และวิธีการเล่นฟุตบอล

 

ฟุตบอลจะเล่นกันข้างละ 11 คน ใช้เวลาในการแข่งขัน 90 นาที แบ่งเป็นครึ่งละ 45 นาที การเล่นเบื้องต้นคือ ทั้งสองทีมต้องใช้เท้าเล่นลูกฟุตบอล เพื่อนำลูกฟุตบอลเข้าไปในประตูทีมตรงข้ามให้มากกว่าทีมคู่แข่ง เมื่อหมดเวลา ทีมที่ทำประตูได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะไป

ฟุตบอลยังกติกาการเล่นที่ละเอียด อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การฟาวล์, การเปลี่ยนตัว, การล้ำหน้า และอื่นๆ

 

เวลาการแข่งขันฟุตบอล

 

ฟุตบอลจะแข่งกันทั้งหมด 90 นาที ครึ่งละ 45 นาที ใช้เวลาพัก 15 นาที เมื่อจบครึ่งแรก  ในฟุตบอลถ้วยหรือรายการที่แข่งแบบ แพ้คัดออก ถ้าทั้ง 2 ทีมมีสกอร์เท่ากันเมื่อจบ 90 นาที จะมีการต่อเวลาพิเศษออกไป อีก 30 นาที(ครึ่งละ 15 นาที) ถ้ายังเสมอกันอีก จะต้องตัดสินแพ้-ชนะกันด้วยการยิงลูกโทษตัดสิน ข้างละ 5 คน ทีมที่ยิงเข้ามากกว่าจะเป็นผู้ชนะไป แต่ถ้าทั้งสองทีมยิงลูกโทษเข้าเท่ากันอีก จะต้องยิงลูกโทษตัดสินแบบ 1:1 ที่เรียกว่า ซัดเดิ้ลเดธ (sudden death) จนกว่าจะมีทีมที่ยิงพลาด

 

การฟาวล์

 

การฟาวล์ คือ การที่ผู้เล่นทำผิดกติกา ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าปะทะที่รุนแรงเกินกว่าที่กติกากำหนด ผู้ตัดสินในสนามจะเป็นคนตัดสินว่าการเล่นในจังหวะนั้นฟาวล์หรือไม่ การฟาวล์อาจเกิดจากการความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ การลงโทษในเกมส์ฟุตบอลจะมีทั้งโทษเบาและโทษหนัก โทษเบาคือการเตือนด้วยวาจาจากผู้ตัดสิน หรือให้ ใบเหลือง ที่เป็นการเตือนและจะมีการจดชื่อ ผู้เล่นที่โดนใบเหลือง 2 ใบในแมตช์เดียว จะกลายเป็นโทษหนักคือ ใบแดง ผู้เล่นที่โดนใบแดงจะถูกเชิญออกนอกสนาม รวมถึงจะไม่สามารถนั่งดูเกมส์อยู่ข้างสนามด้วย

 

การล้ำหน้า

 

ล้ำหน้า (Offside) เป็นกฏกติกาที่มีไว้เพื่อไม่ให้ผู้เล่นทีมรุกไปยืนรอบอล บริเวณหน้าประตูแบบอิสระ ถ้าผู้เล่นฝ่ายรุกมีร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งใกล้ประตูมากกว่าผู้เล่นฝ่ายรับคนหลังสุดนับจากแนวขนานกับเส้นประตูจะถือว่าผู้เล่นคนนั้น “ล้ำหน้า” การล้ำหน้าจะนับในจังหวะที่ผู้เล่นทีมรุกทำการจ่ายบอลออกไปเท่านั้น

**จากภาพตัวอย่างทีมสีแดง คือ ฝ่ายรุก และมีผู้เล่นอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า 1 คน ถ้ามีผู้เล่นของทีมสีแดงส่งบอลไปให้เพื่อนที่อยู่ในตำแหน่งที่เลยแนวเส้นตามในภาพ จะนับเป็นการล้ำหน้าทันที

 

ตำแหน่งการเล่นของฟุตบอล

ในทีมฟุตบอลจะประกอบด้วยผู้เล่น 4 ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู, กองหลัง, กองกลางและ กองหน้า

 

ผู้รักษาประตู (Goalkeeper)

ในทีมจะใช้มีผู้รักษาประตู 1 คน เป็นตำแหน่งเดียวที่ใช้มือจับลูกบอลได้ แต่ต้องอยู่ในเขตโทษ ผู้รักษาประตูมีหน้าที่หลักคือป้องกันไม่ให้ลูกบอลเข้าไปในประตู โดยจะยืนอยู่หน้าปากประตู

 

กองหลัง (Defender)

ในฟุตบอลสมัยใหม่ ในหนึ่งทีมเวลาแข่งจะใช้กองหลัง 3 – 5 คน ดยแผนการเล่นที่ได้รับความนิยม คือ 4-4-2, 3-5-2 และ 5-3-2 หน้าที่หลักของกองหลังคือป้องกันไม่ให้ทีมตรงข้ามเข้ามาทำประตูได้ง่ายหรือสกัดบอลออกไปให้ห่างจากประตู กองหลังจะแบ่งออกเป็น “ฟูลแบ็ก” และ “เซ็นเตอร์แบ็ค”

 

ฟูลแบ็ค – คือกองหลังที่ยืนแถวหลังแต่อยู่ด้านข้าง เวลาทีมตั้งรับต้องคอยป้องกันเกมส์รุกทีมตรงข้ามที่บุกมาทางริมเส้น เวลาทีมได้บุก ฟูลแบ็คสมัยใหม่ต้องสามารถเติมไปเล่นเกมส์รุก ช่วยเพิ่มมิติในแนวรุกให้ทีมได้เช่น ครอสบอลเข้าไปให้เพื่อนหน้าปากประตูทีมตรงข้าม

 

เซ็นเตอร์แบ็ค – คือกองหลังที่จะยืนอยู่ตรงกลางหน้าประตู มีหน้าที่ป้องกันทีมตรงข้ามไม่ให้พาบอลเข้าไปทำประตูได้ ส่วนใหญ่เซ็นเตอร์แบ็คจะมี 2-3 คน เวลาแข่ง และมักเลือกใช้ผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่เพื่อความได้เปรียบในการเล่นลูกกลางอากาศและในการปะทะ

 

กองกลาง (Midfielder)

เป็นตำแหน่งที่เปรียบเหมือนหัวใจและสมองของทีม หน้าที่หลักๆ คือ คอยเชื่อมเกมส์ระหว่าง แดนหลัง-แดนกลาง-แดนหน้า กองกลางจะมีทั้งกองกลางตัวรุกและกองกลางตัวรับ

 

กลางตัวรุก – จะยืนอยู่หลังกองหน้าคอยทำเกมส์รุกและป้อนบอลให้เพื่อนทำประตู โดยเน้นส่งบอลให้กองหน้าของทีม กองกลางตัวเป็นตำแหน่งที่ส่วนมากจะได้รับอิสระในการเล่น คือจะวิ่งไปส่วนไหนของสนามก็ได้ ขอแค่หาโอกาสให้ทีมเข้าทำประตูได้ รวมถึงเป็นตำแหน่งที่ต้องมีความสามารถเฉพาะตัวที่สูง มีจินตนาการในการเล่นสูง

 

กองกลางตัวรับ – เป็นผู้ปิดทองหลังพระของทีมเป็นตำแหน่งที่ทำงานหนักที่สุดในทีมของฟุตบอลสมัยใหม่ หน้าที่หลักคือการตัดเกมส์คู่แข่งไม่ได้เล่นง่าย คอยเชื่อมเกมส์จากแดนกลางไปแดนหน้าและต้องลงมาช่วยทีมเล่นเกมส์รับด้วย  รวมถึงการคุมจังหวะของเกมส์ คอยเข้ารับบอลเมื่อเพื่อนหาช่องบุกต่อไม่ได้ ทีมที่ประสบความสำเร็จหลายทีมมักจะให้ผู้เล่นตำแหน่งนี้เป็นกัปตันทีม คอยสั่งการและกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม

 

กองกลางตัวริมเส้น – หรือที่รู้จักกันในตำแหน่ง ปีกซ้าย-ปีกขวา มีหน้าที่ทำเกมส์รุกฝั่งที่ตัวเองรับผิดชอบ การเล่นของปีกซ้ายหรือปีกขวา ทั้งเกมส์จะวิ่งขึ้น-ลง ในแถบของตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ความสามารถที่ต้องมีของกองกลางริมเส้นคือเป็นนักเตะที่มีความเร็ว เลี้ยงบอลได้ดี เปิดบอลแม่น ถ้ามีการยิงที่ดีด้วยก็จะมีความครบเครื่อง เพราะจะเห็นกันบ่อยๆ ที่ผู้เล่นฝั่งปีกตัดเข้ากลางเพื่อยิงประตู

 

กองหน้า (Forward)

เป็นตำแหน่งตัวความหวังของทีม มีหน้าที่หลักคือทำประตูให้ทีม กองหน้าต้องเป็นนักเตะที่ตัดสินใจที่เร็ว คิดเร็วทำเร็ว เพราะจะถูกกองหลังหรือตำแหน่งอื่นของทีตรงข้ามประกบติดเพื่อไม่ให้เล่นง่าย กองหน้าต้องมีความสามารถในการหาพื้นที่ว่างที่เก่ง เพื่อให้เพื่อนส่งบอลมาให้เพื่อทำประตู หรือดึงผู้เล่นเข้าไปประกบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อนเข้าทำประตู แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้ของผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าของทีม คือ ความสามารถในการทำประตู ซึ่งนักเตะกองหน้าที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ คือ นักเตะที่มีพรสวรรค์ ทั้ง การเลี้ยง การหาพื้นที่ การยิง กองหน้าบางคนจะมีสไตล์สูงใหญ่ โหม่งบอลเก่ง เหมาะกับทีมที่เน้นเข้าทำประตูจากลูกกลางอากาศ