กอล์ฟ

 

กอล์ฟ เป็นกีฬาที่มี กฏ-กติกา การเล่นที่ละเอียด และมีอุปกรณ์ในการเล่นที่เฉพาะของกอล์ฟเท่านั้น รวมไปถึงสนามที่ต้องใช้สนามกอล์ฟในการเล่นเท่านั้น โดยในการเล่นจะไม่มีอาณาเขตที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับการออกแบบของสนามกอล์ฟแต่ละที่ ส่วนเวลาที่ใช้แข่งขันก็ไม่มีกำหนดแบบตายตัวเช่นกัน ภาพรวมกอล์ฟเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ เข้าถึงยาก และเป็นกีฬาที่ไม่ใช้พละกำลังในการเล่น แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขเหตุการเฉพาะหน้าต่างๆ

 

ประวัติของกีฬากอล์ฟ

 

กอล์ฟเป็นกีฬาที่ไม่มีหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ในอดีตมีการละเล่นที่คล้ายกับการกอล์ฟในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก ทำให้มีบางประเทศอ้างว่ากีฬากอล์ฟมีต้นกำเนิดมาจากประเทศของตน ประกอบไปด้วย

 

เนเธอร์แลนด์ – มีการละเล่นกีฬาชนิดหนึ่ง ที่ใช้ไม้ตีลูกบอลหนัง ให้เข้าใกล้เป้าหมายให้มากที่สุดโดยใช้การตีให้น้อยครั้งที่สุด ซึ่งคล้ายกับการเล่นกอล์ฟในยุคปัจจุบันมาก การละเล่นนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 1840 ที่เมือง Loenen aan de Vech

 

สกอตแลนด์ : มีหลักฐานถึงสองอย่างที่คาดเดาได้ว่ากีฬากอล์ฟมีต้นกำเนิดที่นี่  1. กฏหมายในสมัยนั้นที่กำหนดให้ห้ามเล่นกีฬาที่มีชื่อว่า “gowf” ซึ่งออกเสียงคล้าย “golf” ในปัจจุบัน 2. ที่สก็อตแลนด์ได้มีการสร้างสนามที่ชื่อว่า Musselburgh ไว้เป็นที่สำหรับให้สมเด็จพระราชินีแมรี่แห่งสกอตแลนด์ ทรงเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีลักษณะการเล่นคล้ายกอล์ฟ

 

จีน : ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ได้มีการละเล่นชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ฉุยหวาน” ที่จะเล่นกันโดยพระมหาจักรพรรดิ และขุนนางชั้นสูง วิธีการเล่น คือ  ใช้ไม้ที่ทำจาก ทองคำและหยก ตีลูกให้ลงหลุมตามจำนวนที่กำหนด การละเล่นนี้ถูกค้นพบโดยศาสตราจารย์ชาวจีนท่านหนึ่ง

 

จากหลักฐานของทั้ง 3 ประเทศที่อ้างว่าเป็นประเทศของตัวเองเป็นต้นกำเนิดของกีฬากอล์ฟ หลักฐานที่ดูจะมีน้ำหนักที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุด ก็คือ สกอตแลนด์ เพราะมีสนามที่ให้ผู้เล่นตีลูกลงหลุม 18 หลุม ซึ่งเหมือนกับกติกาการเล่นกอล์ฟในยุคปัจจุบัน

 

ประวัติกีฬากอล์ฟในประเทศไทย

 

จุดเริ่มต้นของกีฬากอล์ฟในประเทศไทย เริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยลูกหลานเชื้อพระวงศ์ที่เรียนจบจากอังกฤษ ที่กลับมาเมืองไทย ได้ก่อตั้งสมาคมกอล์ฟขึ้น รวมถึงการที่มีชาวต่างชาติได้นำกีฬากอล์ฟมาเล่นกับชนชั้นสูงของไทยในสมัยนั้น โดยใช้ สนามหลวง คือที่ๆ ใช้เล่นเป็นที่แรก

 

ประเทศไทยมีการสร้างสนามกอล์ฟที่แรกในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อว่า “สนามยิมคานา” จึงนับเป็นสนามกอล์ฟที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีสนามกอล์ฟถูกสร้างตามจังหวัดต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพ, หัวหิน  อย่างไรก็ตาม กีฬากอล์ฟในสมัยนั้น ยังเป็นกีฬาของชนชั้นสูงอยู่ หรือไม่ก็เป็นกีฬาที่คนที่ต้องการจะทำธุรกิจร่วมกันใช้ผูกมิตรกัน

 

ต่อมา ด้วยความที่อุปกรณ์ในการเล่นอย่างไม้กอล์ฟหรือสนามกอล์ฟที่จะใช้เล่นยังมีราคาที่สูง กีฬากอล์ฟจึงยังถูกมองเป็นกีฬาของคนรวยอยู่ดี

 

แต่ในปัจจุบัน ไม้กอล์ฟและอุปกรณ์การเล่นต่างๆ รวมไปถึงการใช้บริการสนามกอล์ฟ มีราคาถูกลงอย่างมาก เมื่อมีการแข่งขันมากขึ้น ทำให้กีฬากอล์ฟเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  และไม่ถูกมองว่าเป็นกีฬาของคนมีฐานะอีกต่อไป

 

อุปกรณ์ในการเล่นกอล์ฟ

 

  1. ลูกกอล์ฟ

ลูกกอล์ฟ ต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.67 มิลลิเมตรโดยประมาณ และมีมวลไม่เกิน 45.93 กรัม มีรอยบุ๋มรอบลูกที่ 300-500 รอยบุ๋ม วัสดุที่ใช้ผลิตต้องได้ตามมาตรฐานที่กีฬากอล์ฟกำหนด ลูกกอล์ฟทั่วไปที่ใช้ในการแข่งนิยมเป็นสีขาว สีที่ห้ามใช้คือสีเขียว เพราะเป็นสีเดียวกับหญ้าในสนามกอล์ฟ แต่มีโปรกอล์ฟบางคนใช้ลูกกอล์ฟสีชมพู ในการแข่ง ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

 

  1. ไม้กอล์ฟ

กติกาในการเล่นกอล์ฟกำหนดไว้ว่า นักกอล์ฟคนหนึ่งสามารถนำไม้กอล์ฟติตตัวลงไปในสนามได้ไม่เกิน 14 อัน นักกอล์ฟส่วนใหญ่ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น มักจะมีไม้กอล์ฟครบทุกประเภท ไว้ใช้งานในรูปแบบที่ครอบคลุม โดยไม้กอล์ฟทั้ง 14 อัน จะประกอบไปด้วย  หัวไม้หนึ่ง ( Driver ), หัวไม้แฟร์เวย์ (Fairway Wood), หัวไม้ไฮบริด (Hybrid), ชุดเหล็ก (Iron Set), เวดจ์ (Wedge) และ พัตเตอร์ (Putter) ป

 

  1. สนามกอล์ฟ

สนามกอล์ฟทั่วไปที่ได้มาตรฐาน จะมีทั้งหมด 18 หลุม โดยในแต่หลุมจะถูกออกแบบมาต่างกันไป  แต่จะถูกกำหนดจำนวนสโตรกในการเล่นทั้ง 18 สนาม รวมทั้งหมดจะเป็น 72 สโตรก เช่น มีสนาม พาร์ 4 จำนวน 5 หลุม

 

องค์ประกอบของสนามกอล์ฟ

 

ใน 1 สนามกอล์ฟจะมีองค์ประกอบดังนี้

 – แท่นที-ออฟ คือ จุดที่นักกอล์ฟใช้ตั้งลูกเพื่อตีในครั้งแรก โดยวิธีตี นักกอล์ฟจะต้องใช้ Tee (ที) อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายเข็มพลาสติกปักลงไปที่พื้นหญ้าบริเวณ แท่นที-ออฟ เพื่อวางลูกกอล์ฟลงไปบน Tee แล้วตีออกไป

 – แฟร์เวย์ หรือ รัฟ คือ หญ้าที่ถูกตัดไว้ในต่างระดับกัน หญ้าที่มีความยาวปานกลาง คือ “แฟร์เวย์”  ส่วนหญ้าที่มีความสูงกว่า คือ “รัฟ”

กรีน คือ พื้นที่มีหญ้าที่ถูกตัดสั้น แต่ลายหญ้าและความเอียงจะต่างกัน เป็นพื้นที่ที่นักกอล์ฟต้อง พัตต์ลูกให้ลงหลุม

หลุม จะอยูู่จุดใดจุดหนึ่งบน “กรีน”  นักกอล์ฟต้องใช้ไม้พัตเตอร์ ทำการพัตต์ลูกให้ลงหลุม เพื่อเป็นช็อตสุดท้ายของการเล่นในสนามนั้น

– OB คือ พื้นที่นอกการเล่น เช่น การตีลูกตกน้ำ ถ้านักกอล์ฟตีลูกไปตกบริเวณนั้นจะนับเป็นการฟาวล์ และจะได้กลับไปตีใหม่ ที่จุดที่แล้ว แต่จะนับการตีไปด้วยในครั้งที่ตีหลาด

 

วิธีการเล่นกอล์ฟ

 

สนามกอล์ฟ 1 สนาม ประกอบด้วยหลุม 18 หลุม แต่ละหลุมจะถูกกำหนดเอาไว้ว่าต้องตีกี่ครั้งจะนับเป็น Par หรือเท่ากับเสมอตัว ไม่ได้และไม่เสียแต้ม นักกอล์ฟต้องวางแผน เพื่อตีลูกให้ลงหลุมโดยใช้การตีให้น้อยครั้งที่สุด เพื่อให้ได้คะแนนที่ดีที่สุด เช่น หลุม 9 พาร์ 4 = เท่ากับการตี 4 ครั้งลงหลุมจะได้ 0 คะแนน แต่ถ้านักกอล์ฟใช้การตี 3 ครั้งลงหลุม เท่ากับใช้การตีน้อยกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง จะได้คะแนน -1 ที่เรียกว่า เบอร์ดี้( Birdy) แต่ถ้านักกอล์ฟใช้จำนวนการตีมากกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง จะได้คะแนน +1 เรียกว่า โบกี้( Bogey)

 

การนับคะแนนในจำนวนการตีแบบต่างๆ

ตีลูกลงหลุมตามที่สนามกำหนด จะได้ พาร์ = 0 แต้ม  (Par)

ตีลูกลงหลุมน้อยกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง เรียกว่า เบอร์ดี้     = -1 แต้ม( Birdy)

ตีลูกลงหลุมมากกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง เรียกว่า โบกี้             = +1 แต้ม  ( Bogey)

ตีลูกลงหลุมน้อยกว่าที่สนามกำหนด 2 ครั้ง เรียกว่า อีเกิ้ล            = -2 แต้ม  ( Eagle)

ตีลูกลงหลุมน้อยกว่าที่สนามกำหนด 3 ครั้ง เรียกว่า อัลบาทรอส   = -3 แต้ม  ( Albatross)

ตีลูกลงหลุมมากกว่าที่สนามกำหนด 2 ครั้ง เรียกว่า ดับเบิ้ลโบกี้    = +2 แต้ม  ( Double Bogey)

 

เมื่อนักกอล์ฟเล่นครบทั้ง 18 หลุม จะได้คะแนนรวมของทั้ง 18 หลุม นักกอล์ฟที่ใช้การตีน้อยที่สุดรวมทั้งหมด จะเป็นผู้ชนะในสนามนั้น  หรือรายการแข่งขันนั้น ถ้าเป็นรายการแข่งขันที่ใช้สนามแข่งเพียง 1 สนาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น แต่มีบางรายการแข่งขัน ที่นักกอล์ฟต้องเล่นหลายสนามและนำแต้มมาคิดรวมทั้งหมด